top



ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ดูไป
ตอบคำถามเพิ่ม คลิกที่นี่

อ่านแล้วน่าสนใจ
เลยเอกามาฝาก

AREA แถลง ฉบับที่ 50/2552: 30 พฤศจิกายน 2552
วิกฤติดูไบกับประเทศไทย
ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการ
ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท
แอฟแฟร์ส

ข่าวการขอพักชำระหนี้ไป 6 เดือน จำนวน 1.98 ล้านล้านบาท (60,000
ล้านเหรียญสหรัฐ) ของบริษัทดูไบเวิร์ลทำให้เกิดความตื่นตระหนก
เพราะหนี้จำนวนดังกล่าวมีค่าเท่ากับงบประมาณแผ่นดินไทยทั้งปี
บริษัทดังกล่าวมีหนี้รวมกันถึง 2.64 ล้านล้านบาท
และเป็นบริษัทของสหรัฐอาหรับเอมิเร็ตที่ดำเนินโครงการเดอะปาล์มและเดอะเวิร์ล
ซึ่งเป็นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่หรูเลิศ
ที่เกิดการตื่นตระหนกเพราะหนี้ที่ขอพักชำระดังกล่าว
มีค่าเท่ากับงบประมาณแผ่นดินไทยทั้งประเทศ
ประเด็นที่พึงพิจารณาก็คือ
วิกฤติดูไบนี้จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไรบ้าง
โดยเฉพาะต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย
ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท
แอฟแฟร์ส ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ดังนี้:
1. สหรัฐอาหรับเอมิเร็ตมีขนาดที่ดินประมาณ 1 ใน 6 ของไทย
แต่มีประชากรเพียง 4.8 ล้านคน มีรายได้ประชาชาติประมาณ 6.9 ล้านล้านบาท
ในขณะที่ไทยมีรายได้ประชาชาติประมาณ 18.1 ล้านล้านบาท
หรือมีขนาดเศรษฐกิจประมาณหนึ่งในสามของไทย แต่หากพิจารณารายได้ต่อหัว
ถือว่าประเทศนี้มีรายได้ต่อหัวสูงมาก ประเทศนี้มีหนี้ถึง 40.7% of
ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ
2. การเติบโตของดูไบมีมาตั้งแต่ปี 2546
โดยในช่วงนั้นคาดว่าจะมีความต้องการที่อยู่อาศัยถึง 85,000 หน่วย แต่ ณ ปี 2552
กลับพบว่าได้สร้างที่อยู่อาศัยเกินไปถึงเกือบ 40,000 หน่วย
หรือถ้าในกรณีเลวร้ายสุดขีด อุปทานส่วนเกินอาจสูงถึง 90,000 หน่วย ในปี 2546
ยังมีการประมาณว่าความต้องการห้องพักโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวจะมีถึง 75,000 ห้อง
เทียบกับการคาดการณ์เดิมในช่วงแรกที่ 15,000 ห้อง
แต่ปรากฏว่าขณะนี้ห้องพักในโรงแรมต่าง ๆ
ลดต่ำลงเหลือประมาณครึ่งหนึ่งถึงหนี่งในสามของค่าห้องพักในปี 2550
อาจกล่าวได้ว่าในช่วงแรกของการบูมนั้น อะไรต่าง ๆ ก็ดูดีไปหมด
เนื่องจากราคาค่าเช่าหรือราคาขายต่ำกว่าความเป็นจริง
มีการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ ตลอดจนมีนักลงทุนนำเงินมา “เสี่ยงโชค”
ปั่นราคากันมหาศาล
3. ณ เดือนพฤศจิกายน 2552 มีโครงการที่หยุดหรือชะลอการก่อสร้างไปถึง
400 โครงการ รวมมูลค่าถึง 9.9 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 5
เท่าของงบประมาณแผ่นดินไทยเลยทีเดียว ราคาอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ
ก็ทยอยตกต่ำลงมาตั้งแต่ปลายปี 2551 แล้ว แต่ในประเทศไทย แม้จะได้ข่าว
แต่ก็ไม่ได้ตื่นตระหนกอะไรมาก จนกระทั่งมีข่าวการพักชำระหนี้ดังกล่าว
เครื่องชี้ภาวะความเสื่อมทรุดอีกอย่างหนึ่งก็คือคนที่ไปเดินดูงานนิทรรศการอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ในเดือนตุลาคม
2552 กลับลงลงไปกว่าการครึ่งจากที่ได้เดินทางไปดูงาน ณ ปีก่อนหน้า
4. อันที่จริงวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ในตะวันออกกลาง
ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในดูไบ แต่เกิดขึ้นในนครอื่น ๆ ทั่วภูมิภาคนี้เช่นกัน
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคนี้ยังมีอายุการพัฒนาน้อย
และไม่มีการคุ้มครองผู้ซื้อเท่าที่ควร
การลงทุนอาศัยกระแสการปั่นและการเพิ่มขึ้นของราคาอย่างค่อนข้างไร้เหตุผลและปัจจัยพื้นฐานรองรับ
ซึ่งเป็นที่รับรู้ทั่วไปมาตั้งแต่แรก แต่ก็มีคนสนใจลงทุนกันมากมาย
5. ผลของการนี้ ทำให้โครงการที่ก่อสร้างอยู่หยุดไป
และคงกลายเป็นเมืองที่มีอาคารค้างคาไว้เต็มไปหมด และโดยที่งานน้อยลง
อาคารที่สร้างเสร็จ ก็อาจไม่ค่อยมีผู้เข้าอยู่อาศัย และกลายสภาพเป็น “เมืองผีสิง”
ที่มีแต่อาคารว่างเปล่า ระบบขนส่งมวลชนจำนวนมากก็คงยังไม่สำเร็จ
ทำให้การคมนาคมขนส่งยิ่งเป็นปัญหา และโดยที่อาคารและโครงการที่อยู่อาศัยต่าง ๆ
ไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัยเท่าที่ควร การดูแลสาธารณูปโภคจะยิ่งทำได้ยาก
คาดว่าอาคารอีกจำนวนมากที่จะต้องร้างเพิ่มขึ้น สาธารณูปโภคที่ขาดการดูแล
จะยิ่งทำให้ราคาทรัพย์สินตกต่ำลงอย่างขนานใหญ่และต่อเนื่อง
คาดว่าราคาอสังหาริมทรัพย์จะตกต่ำลงอย่างหนักและยาวนาน
คล้ายกับกรณีญี่ปุ่นที่ตกต่ำลงตั้งแต่ปี 2533 – 2549 รวมระยะเวลาถึง 16
ปีอย่างต่อเนื่อง หรืออาจตกต่ำลงมากกว่าญี่ปุ่นเสียอีก
6. การล้มลงของดูไบ
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการดึงเงินกลับของประเทศในภูมิภาคอื่นที่มาลงทุนและขาดทุนที่บ้านเกิด
ขณะนี้จึงอยู่ในภาวะที่เกิด “พายุ” การแห่ขาย ไม่ใช่การแห่ซื้อเช่นแต่ก่อน
และเมื่อรัฐบาลและภาคเอกชนในดูไบไม่สามารถพัฒนาต่อไป ทรัพย์สินก็จะด้อยคุณภาพลง
มูลค่าทรัพย์สินจะยิ่งเสื่อมทรุดลงอย่างหนัก ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
ราคาทรัพย์สินลดลงไปแล้วถึง 50% ซึ่งเป็นการลดลงต่ำกว่าในสหรัฐอเมริกาเสียอีก
และมีความเป็นไปได้ที่ราคาทรัพย์สินอาจลดลงเหลือเพียง 20%
ของราคาที่เคยขี้นสูงสุดก็เป็นได้
7. สถานการณ์จะยิ่งเป็นเหมือนลูกโซ่
ที่เมื่อดูไบประสบปัญหาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก
ก็ยิ่งทำให้ผู้ลงทุนในดูไบขาดทุนหนักมากยิ่งขึ้น ประเทศที่ยิ่งไปลงทุนหนัก
ก็ยิ่งสูญเสียมาก ทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้าลงไปอีก
8. สำหรับประเทศไทยคาดว่าคงไม่ได้รับผลกระทบโตยตรง
เพราะคงไม่ได้มีผู้เข้าไปลงทุนมากนัก ยกเว้นกลุ่มผู้รับเห-า
หรือกลุ่มนักวิชาชีพต่าง ๆ ผลกระทบของไทยคงเกิดในทางอ้อมมากกว่า
เพราะเมื่อเศรษฐกิจของโครงการได้รับผลกระทบจากกรณีดูไบ
ก็ทำให้กำลังซื้อที่จะมายังประเทศไทยน้อยลง
แต่โดยที่ไทยได้รับความกดดันจากวิกฤติการเมืองภายในประเทศ
ทำให้โอกาสการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยต่ำกว่าที่ควรอยู่แล้ว
ผลกระทบเลวร้ายจึงไม่ค่อยปรากฏให้เห็น
9. ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไทยขณะนี้เน้นเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัย
กลุ่มอื่น ๆ เช่น สำนักงาน ศูนย์การค้า โรงแรม แทบไม่ได้เกิดใหม่อยู่แล้ว
ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบ ในส่วนของอาคารชุดอาศัยราคาแพง
หรืออสังหาริมทรัพย์ตากอากาศ อาจมองผลกระทบเป็น 2 สมมติฐาน คือในสมมติฐานแรก
อาจมีคนมาซื้อในประเทศไทยมากขึ้น เพราะดูไบเกิดปัญหาขึ้น
แต่ในอีกสมมติฐานหนึ่งที่พึงมองก็คือ วิกฤติดูไบส่งผลทางลบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม
ดังนั้นกำลังซื้อที่จะมายังประเทศไทยจึงแผ่วเบาลงด้วย
ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท
แอฟแฟร์ส เห็นว่าน่าจะเป็นไปตามสมมติฐานหลังมากกว่า


ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร
ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าทรัพย์สินไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท
แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th):
ในฐานะศูนย์ข้อมูล-วิจัยและประเมินค่าทรัพย์สินที่มีฐานข้อมูลภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุด
ได้รับ ISO 9001-2008 ทั้งระบบแห่งแรกในฐานะที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย
ได้รับรางวัลจรรยาบรรณดีเด่น และเป็นสมาชิก UN Global Compact อีกด้วย

จากคุณ ลุงคำปัน เมื่อวันที่ 1/12/2552 8:01:10

ใครๆ ก็ชอบวิเคราะห์เรื่องวิกฤติแต่ละครั้งว่า ไม่กระทบกระทบกับประเทศไทยมากนัก ซึ่งค่อนข้างหาเรื่องเข้าข้างตัวเองเกินจริง . . . ดูไบเวิร์ลด์นี่ มาสร้างความฝันของคนไทยที่จะหลุดพ้นจากการเป็นทาสทางการค้าจากสิงคโปร์ เมื่อไม่นานมานี้ไม่ใช่หรือ ก็โครงการ Thai Land Bridge นั่นปะไร . . . นายกฯ อภิสิทธิ์เองก็เพิ่งเดินทางไปสงขลาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แถมวันอาทิตย์ยังวิดีโอลิงค์เข้าไปที่ มอ. ยืนยันหนักแน่นว่า โครงการนี้ยังคงดำเนินการต่อไป

ดูไบเวิร์ลด์มาขายฝัน ท่าเรือน้ำมันชายฝั่งตะวันตก-ตะวันออกของภาคใต้ไทย อ่านรายงานแล้วเคลิ้มตามเลยละ ก็เรามันพวกภูมิศาสตร์ อารมณ์ค้างจากคอคอดกระครั้งกระโน้น

ทีนี้ดูไบเวิร์ลด์เจ๊ง พวกหอค้าขายสงขลาก็พาลอารมณ์เสีย (พาลไปโทษการเมืองไทยที่ไม่ยอมนิ่งเสียที) ส่วนหาค้าขายที่นครศรีธรรมราชคงดีใจที่สงขลาจะไปได้ไม่เกินหน้า สงสารก็แต่หอค้าขายสตูลที่ทำอะไรไม่ได้ คอยกุมหว่างขารอว่า ฯพณฯ จะเอาอย่างไรกันดีคร้าบ

เจ้าของที่แควพิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย และสุพรรณบุรี ก็พาลเดือดร้อนไปด้วย ก็ไหนว่าจะมาซื้อที่ดินปลูกข้าว มัดจำก็ยังไม่ได้วาง แค่เดินมาให้ได้กลิ่นเงิน ไม่ทันไร ม่ายขันห-ากเสียแล้ว

จากคุณ ส้มลิ้ม เมื่อวันที่ 2/12/2552 0:19:14 x

นอกเรื่องดูไบเวิร์ลด์นิดหนึ่งนะ

คุ้นๆ ชื่อ ดร.โสภณ พรโชคชัย คนนี้อย่างไงชอบกล อ้อ! จำได้แล้ว คนนี้วิจารณ์แนวทางการแก้ปัญหาที่ดินของเกษตรกรยากจน ที่ NGO และกระทรวงพัฒนาสังคมพยายามเสนอให้ใช้โฉนดชุมชนเข้ามาช่วยยืนยันสิทธิทำกิน พร้อมทั้งการันตีว่าเกษตรกรจะครอบครองเพื่อทำกินในที่ดินผืนนั้นๆ เท่านั้น การขายให้กับนายทุนจากภายนอกจะทำไม่ได้ เพราะกรรมสิทธิในที่ดินเป็นของส่วนร่วม ดร.พรชัย คนนี้วิจารณ์ว่า เป็นการย้อนยุคกลับไปสู่ความเป็นคอมมิวนิสต์ที่ล้าหลัง เพราะประเทศแม่ของคอมมิวนิสต์ทั้งหลายเขาเลิกล้มความคิดในการแก้ปัญหาที่ดินกันแล้ว

เมื่อวานนี้ เราอ่านบทความเรื่อง Defending The Land With Map เขียนโดย Derek Denniston และอีก 2 บท ชื่อ Mapping Indegenous Lands ของ Mac Chapin and Others และ Mapping The Volnerability Of Communities ของ Stefan Kienberger ที่มีตัวอย่างการทำแผนที่เพื่อรักษาแผ่นดินของชนเผ่าในอเมริกากลางและอัฟริกา เรื่องทั้งหลายกลับไม่ได้เป็นเช่นความเห็นของ ดร.พรชัย ตรงกันข้าม กลับเป็นการพัฒนาอย่างน้อยสองสามอย่าง คือ

1. การพัฒนาระบบข้อมูลที่ดินที่แย่มากๆ ในประเทศกำลังพัฒนา

2. การพัฒนาศักยภาพของประชาชนในการรักษาสิทธิในการครอบครองที่ดินทำกินของตนเอง และ

3. การปกป้องคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ซึ่งอันหลังนี้เป็นผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นเองออย่างไม่น่าเชื่อ

จากคุณ ส้มลิ้ม เมื่อวันที่ 3/12/2552 17:14:20 x

รอดูบอล ไปค้นเจอ


จากคุณ so เมื่อวันที่ 9/12/2552 2:10:20 x

ต้นเดือนธันวาคม ผมเพิ่งเดินทางกลับจากรุงไทเป ประเทศไต้หวัน เช้าวันเดินทางกลับหนังสือพิมพ์ไทเป ไทมส์ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของไต้หวันได้แปลและตีพิมพ์บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์เดอะลิเบอร์ตี ไทมส์ หนังสือพิมพ์หัวเอียงไปทางอนุรักษนิยม (ตรงข้ามพรรคคอมมิวนิสต์บนแผ่นดินใหญ่) เรื่อง “ภาพลวงตาของ ดูไบเวิลด์และจีน”

บทบรรณาธิการดังกล่าว ได้กล่าวถึงวิกฤตเศรษฐกิจของนครรัฐดูไบ แห่งประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ว่า เกิดขึ้นเพราะภาพลวงตาทางเศรษฐกิจที่เจ้าครองนครรัฐดูไบและตะวันตกสร้างขึ้นโดยแท้ ทั้งๆ ที่นครรัฐแห่งนี้มีประชากรเพียงแค่ 1.8 ล้านคน และคนที่อยู่ในดูไบมากถึงร้อยละ 90 นั้นเป็นชาวต่างชาติทั้งสิ้น

ขณะที่ในส่วนของทรัพยากรธรรมชาติอย่างน้ำมัน ซึ่งมักจะเป็นแหล่งพลังงานที่สามารถสร้างรายได้ให้กับกลุ่มประเทศในโลกอาหรับอย่างสูง ดูไบซึ่งขุดค้นพบแหล่งน้ำมันใน พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) ก็มีรายได้จากน้ำมันเพียงแค่ร้อยละ 6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเท่านั้น

อย่างที่หลายคนทราบ แม้จะขาดปัจจัยทางเศรษฐกิจในการก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกอาหรับในหลายๆ ด้าน แต่ผู้ครองนครรัฐ ชีค โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล มัคโตอัม ก็มีแนวคิดที่จะดึงดูดเงินจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมหาศาล โดยใช้จุดขายเป็นอภิมหาโครงการทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น เบิร์จดูไบ (Burj Dubai) ตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลก หมู่เกาะต้นปาล์ม (The Palm Islands) เกาะจำลองที่สร้างขึ้นจากการถมทะเลและแบ่งโครงการออกเป็น 3 ส่วน คือ ปาล์มจูไมราห์ ปาล์มไดรา และ ปาล์มจีเบล อาลี โดยโครงการแรกคือปาล์มจูไมราห์เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) โรงแรมเบิร์จ อัลอาหรับ (Burj al-Arab) โรงแรมทรงเรือใบที่มีความหรูระดับ 7 ดาวแห่งเดียวของโลก เป็นต้น

ภาพลวงตาทางเศรษฐกิจที่ ชีค โมฮัมเหม็ด เสกขึ้นนั้นทำให้จีดีพีของดูไบพุ่งกระฉูดถึงร้อยละ 230 ในระยะเวลาเพียง 10 ปี คือ พ.ศ. 2538-2548 (ค.ศ. 1995-2005) และทำให้ประชากรชาวดูไบนั้นปัจจุบันมีรายได้ต่อหัวพุ่งสูงถึง 30,000 เหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 1.05 ล้านบาทต่อปี) สูสีกับคนนิวซีแลนด์หรือฮ่องกง อย่างไรก็ตาม ในที่สุดภาพลวงตาก็ยังเป็นภาพลวงตา

หนังสือพิมพ์ไต้หวันฉบับดังกล่าวได้ตั้งข้อสังเกตว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เพิ่งเกิดขึ้นกับดูไบเวิลด์นั้นเป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนสิ่งที่เรียกว่า “ดัชนีตึกระฟ้า” ว่าสามารถใช้เป็นสัญญาเตือนถึงวิกฤตเศรษฐกิจได้จริง ซึ่งชาวไต้หวันและชาวโลกนอกจากจะวิตกกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับดูไบแล้วก็น่าจะหันมามองถึงภาพลวงตาและตึกระฟ้าที่ผุดขึ้นบนผืนแผ่นดินใหญ่ด้วยเช่นกัน

ดัชนีตึกระฟ้า หรือ Skyscraper Index ถูกคิดค้นขึ้นโดย แอนดรูว์ ลอว์เรนซ์ ผู้อำนวยการด้านการวิจัยของเดรสด์เนอร์ ไคลน์เวิร์ท วาสเซอร์สไตน์ ธนาคารเพื่อการลงทุนที่มีอยู่ที่ประเทศอังกฤษ (ปัจจุบันลอว์เรนซ์เป็นนักวิเคราะห์ให้กับดอยช์ แบงก์ เซเคียวริตี ในฮ่องกง) โดยลอว์เรนซ์พยายามชี้ให้เห็นว่า วัฏจักรทางเศรษฐกิจนั้นมีความเกี่ยวพันกับโครงการตึกระฟ้าที่ผุดขึ้นในประเทศต่างๆ อย่างลึกซึ้ง

ลอว์เรนซ์พยายามพิสูจน์ให้เห็นว่า โครงการตึกระฟ้านั้นจะมีปริมาณมากที่สุดเมื่อวัฏจักรทางเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆ กำลังอยู่ในช่วงขาลง และมักจะทำให้การก่อสร้างอภิมหาโครงการต่างๆ เสร็จสิ้นเอาในช่วงหลังวิกฤต หรือจนกว่าวัฏจักรทางเศรษฐกิจวนกลับมาเข้าสู่ช่วงขาขึ้นอีกครั้ง หรืออย่างย่ำแย่ที่สุดก็คือ โครงการถูกยกเลิกไปเลย ซึ่งแนวคิดดังกล่าวถือว่าขัดแย้งกับทฤษฎีที่ว่า ตึกระฟ้าเป็นปรอทวัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Height is a barometer of boom) โดยสิ้นเชิง

เมื่อพลิกไปหน้าประวัติศาสตร์ก็จะพบว่า หลายตึกสูงเลื่องชื่อในมหานครนิวยอร์กต่างก็เข้าข่ายทฤษฎีดังกล่าวของลอว์เรนซ์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ตึกเอ็มไพร์ เสตท ที่ถูกสร้างขึ้นก่อนวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (Great Depression) ในสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายทศวรรษที่ 20 ต้นทศวรรษที่ 30 ตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นอดีตไปแล้วจากเหตุ 9/11 ก็สร้างเสร็จในช่วงวิกฤตน้ำมันในช่วง พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973)

รวมไปถึงตึกใหญ่ๆ ในทวีปเอเชียอย่างหอคอยคู่ ปิโตรนาส ทาวเวอร์ส ของมาเลเซียที่เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกก็ถูกสร้างขึ้นในปี 2541 (ค.ศ. 1998) ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของเอเชีย (ส่วนตึกใบหยก 2 ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดของประเทศไทยก็เกือบถูกนับรวมเข้าไปแล้ว เพราะตึกใบหยก 2 ก่อสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2540 ขณะที่ในส่วนโรงแรมเริ่มเปิดให้บริการในเดือนมกราคม พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังวิกฤตต้มยำกุ้งพอดี)

ต่อมาดัชนีตึกระฟ้า ได้รับการขยายความโดยมีนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนช่วยอธิบายเพิ่มเติมว่า ดัชนีตึกระฟ้านั้นสอดคล้องกับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ในยุคก่อนที่ว่า ในช่วงต้นของการบูมทางเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจากอัตราดอกเบี้ยซึ่งอยู่ในระดับต่ำนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการถ่ายเทสินทรัพย์ไปลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์มากขึ้นและทำให้ราคาที่ดินนั้นพุ่งสูงขึ้น ขณะเดียวกันเมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำก็ทำให้เกิดการขยายกิจการและการลงทุนเพิ่มเติมจนทำให้หน่วยงานต่างๆ ต้องเพิ่มพื้นที่ในการทำงาน เกิดการลงทุนในอาคารและพื้นที่เพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ในช่วงต้นของขาขึ้นของวัฏจักรทางเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำยังเอื้อให้เกิดการลงทุนและการพัฒนาเทคโนโลยีการก่อสร้างใหม่ๆ ที่จะช่วยให้การก่อสร้างตึกสูงทำลายสถิตินั้นสามารถเป็นไปได้ โดยปัจจัยทั้งหมดนี้นั้นจะสมบูรณ์ที่สุดเมื่อภาวะเศรษฐกิจขึ้นถึงจุดสูงสุด หรือจุดพีคของการเจริญเติบโตแล้ว

อย่างไรก็ตาม ดัชนีตึกระฟ้า ก็ยังมีจุดอ่อน และมีข้อโต้แย้งมากมาย อย่างเช่น การผุดขึ้นของตึกระฟ้าระดับโลกมากมายในเขตผู่ตงของมหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจจีนก็ไม่ได้ตกอยู่ในภาวะวิกฤตหนักแต่อย่างใด หรือแม้แต่ ตึกไทเป 101 ของไต้หวัน ที่ลงมือก่อสร้างในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจของเอเชียปี 2540 และเคยครองตำแหน่งตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลกอยู่ 3 ปี ก่อนที่ เบิร์จ ดูไบ จะมาลบสถิติไป

ทั้งนี้ทั้งนั้น ดัชนีตึกระฟ้า แม้จะเป็นทฤษฎีที่สามารถใช้อ้างอิงได้ไม่ครบทุกกรณีของวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ก็สามารถใช้เป็นเครื่องเตือนใจและเตือนสตินักธุรกิจ รวมถึงผู้คนทั้งหลายได้ว่า ภายใต้ท้องฟ้าอันไพศาล และภายในโลกเศรษฐกิจที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยความโลภ กิเลส และภาพลวงตาเช่นนี้ ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน

วริษฐ์ ลิ้มทองกุล ในผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000153584

จากคุณ บูเซิล เมื่อวันที่ 16/12/2552 22:52:47 x


ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ
ผู้ตอบ :      
อีเมล :      

คำตอบ :
     
รูปภาพ :      
           รูปที่แทรกไม่ควรมีขนาดความกว้างเกิน 500 pixel
           และแทรกได้เฉพาะไฟล์นามสกุล gif , jpg และ png
ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา


คลิกที่รูป เพื่อแทรกรูปลงในข้อความ

กลับหน้ารวมกระทู้